Escape from the Planet of the Apes (1971) หนีนรกพิภพวานร

หนังประเทศ: สหรัฐอเมริกา
ข้อมูลภาพยนตร์
- ชื่ออังกฤษ: Escape from the Planet of the Apes
- ชื่อไทย: หนีนรกพิภพวานร
- ปีที่ฉาย: 1971
- แนว: ไซไฟ / ดราม่า / ระทึกขวัญ
- ผู้กำกับ: Don Taylor
- เขียนบท: Paul Dehn
- นักแสดงนำ: Roddy McDowall, Kim Hunter, Bradford Dillman
- ความยาว: 98 นาที
- เรตติ้ง: G
- จุดเด่น: ภาคต่อที่เปลี่ยนโทนจากการผจญภัยไซไฟไปสู่ดราม่าเสียดสีสังคมและการเมืองอย่างเข้มข้น พร้อมจุดหักมุมที่กลายเป็นตำนานของแฟรนไชส์
ข้อมูลเบื้องต้น
Escape from the Planet of the Apes เป็นภาพยนตร์ลำดับที่สามในแฟรนไชส์ Planet of the Apes และถือเป็นหนึ่งในภาคที่ได้รับคำชมมากที่สุด เพราะมีการเปลี่ยนมุมมองของเรื่องอย่างชาญฉลาด จากเดิมที่มนุษย์เดินทางไปยังโลกของลิง กลายเป็นลิงจากอนาคตที่ย้อนเวลากลับมายังโลกของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน หนังใช้แนวคิดไซไฟผสมกับการเสียดสีสังคม ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่แตกต่าง และการเมืองแห่งอำนาจได้อย่างน่าสนใจ
เรื่องย่อ
หลังจากเหตุการณ์หายนะในภาคก่อน ยานอวกาศลำหนึ่งได้เดินทางย้อนเวลากลับมายังโลกในปี 1973 ภายในยานมีลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ 3 ตัว ได้แก่ Cornelius, Zira และ Milo พวกเขากลายเป็นที่สนใจของรัฐบาลและสื่อ เพราะสามารถพูดและมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ ในช่วงแรกทั้งสามได้รับการต้อนรับในฐานะสิ่งมหัศจรรย์ แต่เมื่อมนุษย์เริ่มรู้อนาคตที่ลิงจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปกครองโลก ความหวาดกลัวและความเกลียดชังก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
บทความรีวิว
Escape from the Planet of the Apes เป็นภาคที่โดดเด่นมากในด้านบทและอารมณ์ หนังลดความยิ่งใหญ่ของฉากไซไฟลง และหันมาเน้นตัวละครกับประเด็นทางสังคมแทน สิ่งที่ทำให้หนังน่าประทับใจคือการทำให้ผู้ชมเห็นใจ “ลิง” มากกว่ามนุษย์ Cornelius และ Zira เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ฉลาด อ่อนโยน และมีความเป็นมนุษย์สูง การแสดงของ Roddy McDowall และ Kim Hunter ช่วยให้ตัวละครดูมีชีวิตจริง หนังเริ่มต้นด้วยบรรยากาศเบาสบายและมีอารมณ์ขัน แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ความตึงเครียดและโศกนาฏกรรมอย่างช้า ๆ จนตอนจบกลายเป็นหนึ่งในฉากที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของแฟรนไชส์
ตัวละครสำคัญ
Cornelius เป็นลิงนักวิทยาศาสตร์ผู้ฉลาดและมีเหตุผล เขาเป็นตัวแทนของความสงบและการใช้ปัญญา Zira เป็นภรรยาของ Cornelius ที่มีบุคลิกสดใสและเข้ากับมนุษย์ได้ง่าย แต่ก็มีความเข้มแข็งภายใน Dr. Otto Hasslein เป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล ผู้เชื่อว่าลิงจากอนาคตคือภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ตัวละครนี้สะท้อนความหวาดกลัวที่นำไปสู่ความรุนแรง
สปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ

เมื่อรัฐบาลค้นพบคำทำนายว่า ลูกของ Cornelius และ Zira จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติที่ทำให้ลิงครองโลก Dr. Hasslein จึงพยายามกำจัดทั้งคู่ Cornelius และ Zira พยายามหลบหนีพร้อมลูกน้อย แต่สุดท้ายทั้งสองถูกยิงเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม หนังเฉลยในตอนท้ายว่าลูกของพวกเขารอดชีวิต เพราะถูกสลับตัวกับลูกลิงในคณะละครสัตว์ เด็กคนนั้นคือ Caesar ผู้ที่จะกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติของลิงในอนาคต
ธีมและประเด็นของภาพยนตร์
หนังนำเสนอธีมของความหวาดกลัวต่อสิ่งที่แตกต่าง การเหยียดเผ่าพันธุ์ การใช้อำนาจของรัฐ และชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ยังพูดถึงความย้อนแย้งของมนุษย์ที่หวาดกลัวอนาคตจนสร้างโศกนาฏกรรมขึ้นเอง
การวิเคราะห์เชิงลึก
Escape from the Planet of the Apes เป็นหนังที่สะท้อนสังคมอเมริกันยุค 70 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความหวาดระแวงและการแบ่งแยก “ลิง” ในเรื่องสามารถตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยหรือผู้ลี้ภัยที่ถูกสังคมมองด้วยความกลัว Dr. Hasslein เป็นตัวแทนของการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง หนังยังเล่นกับแนวคิดเรื่อง “โชคชะตา” ว่าความพยายามหลีกเลี่ยงอนาคต อาจเป็นสิ่งที่ทำให้อนาคตนั้นเกิดขึ้นจริง
องค์ประกอบภาพและงานสร้าง
แม้งบประมาณจะจำกัดกว่าภาคแรก แต่หนังยังคงมีคุณภาพด้านงานสร้างที่ดี การแต่งหน้าลิงยังคงเป็นจุดเด่นและมีพัฒนาการมากขึ้น ฉากส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ทำให้หนังมีความสมจริงและใกล้ตัว การถ่ายทำเน้นบทสนทนาและอารมณ์ของตัวละครมากกว่าฉากแอ็กชัน ดนตรีประกอบช่วยสร้างทั้งความอบอุ่นและความเศร้าในช่วงท้ายเรื่อง
เบื้องหลังการสร้าง
หลังจากความสำเร็จของสองภาคแรก ทีมสร้างต้องหาวิธีเล่าเรื่องใหม่โดยใช้งบประมาณที่น้อยลง การเลือกให้ลิงย้อนเวลามายังโลกปัจจุบันช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านฉาก แต่กลับกลายเป็นจุดแข็งในด้านเนื้อหา บทของ Paul Dehn ได้รับคำชมอย่างมากในด้านความเฉียบคมและการสอดแทรกประเด็นสังคม
ความสำเร็จของภาพยนตร์
Escape from the Planet of the Apes ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์ เพราะมีทั้งอารมณ์ ความลึกของเนื้อหา และการปูทางสำคัญไปสู่เรื่องราวในภาคต่อ
