รีวิว Beneath the Planet of the Apes (1970)

Beneath the Planet of the Apes (1970) กลับสู่พิภพวานร ภาค 2

หนังประเทศ: สหรัฐอเมริกา

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่ออังกฤษ: Beneath the Planet of the Apes
  • ชื่อไทย: กลับสู่พิภพวานร ภาค 2
  • ปีที่ฉาย: 1970
  • แนว: ไซไฟ / ผจญภัย / ดราม่า / หลังหายนะ
  • ผู้กำกับ: Ted Post
  • เขียนบท: Paul Dehn
  • สร้างจาก: ตัวละครจากนิยายของ Pierre Boulle
  • นักแสดงนำ: James Franciscus, Kim Hunter, Maurice Evans, Linda Harrison, Charlton Heston
  • ความยาว: 95 นาที
  • เรตติ้ง: G
  • จุดเด่น: ภาคต่อไซไฟคลาสสิกที่ขยายโลกของ Planet of the Apes ให้มืดมนและน่ากลัวยิ่งขึ้น พร้อมประเด็นสงครามนิวเคลียร์และการทำลายล้างมนุษยชาติ

ข้อมูลเบื้องต้น

Beneath the Planet of the Apes เป็นภาคต่อโดยตรงจาก Planet of the Apes (1968) หลังความสำเร็จมหาศาลของภาคแรก

แม้ Charlton Heston จะไม่ต้องการกลับมารับบทนำเต็มตัว แต่เขายอมปรากฏตัวบางส่วนโดยมีเงื่อนไขว่าตัวละครของเขาจะต้อง “จบอย่างเด็ดขาด”

หนังภาคนี้เปลี่ยนโทนให้มืดหม่นและสิ้นหวังมากขึ้น พร้อมขยายโลกหลังหายนะให้ลึกกว่าเดิม

หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือการเปิดเผยอารยธรรมมนุษย์กลายพันธุ์ใต้ดิน ซึ่งกลายเป็นภาพจำสุดหลอนของแฟรนไชส์

เรื่องย่อ

หลังเหตุการณ์ในภาคแรก นักบินอวกาศ Brent ถูกส่งมาตามหา Taylor ที่หายตัวไปบนดาวปริศนา

เมื่อมาถึง Brent พบว่าดาวแห่งนี้ยังถูกปกครองโดยลิงวานรที่มีอารยธรรม

เขาได้พบ Nova หญิงสาวผู้เคยเดินทางร่วมกับ Taylor และเริ่มออกตามหาชายที่หายตัวไป

ระหว่างทาง Brent ค้นพบซากมหานครนิวยอร์กที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน หลังสงครามนิวเคลียร์ทำลายโลกมนุษย์

ใต้ซากเมืองนั้น ยังมีอารยธรรมมนุษย์กลายพันธุ์ผู้บูชาระเบิดนิวเคลียร์อาศัยอยู่ในเงามืด

บทความรีวิว

Beneath the Planet of the Apes เป็นภาคต่อที่แปลก ประหลาด และมืดมนกว่าภาคแรกอย่างชัดเจน

หนังยังคงประเด็นเสียดสีมนุษยชาติ แต่เพิ่มบรรยากาศหลังวันสิ้นโลกที่น่าหดหู่และสิ้นหวังมากขึ้น

ฉากมหานครใต้ดินและมนุษย์กลายพันธุ์ถือเป็นหนึ่งในภาพจำที่น่าขนลุกที่สุดของแฟรนไชส์

แม้เนื้อเรื่องบางช่วงจะดูเรียบง่ายกว่าภาคแรก แต่ความกล้าของหนังในการพาเรื่องไปสู่จุดจบแบบสุดโต่งกลับทำให้มันโดดเด่น

นี่คือหนังไซไฟยุคเก่าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งสะท้อนบรรยากาศโลกยุคสงครามเย็นได้ชัดเจนมาก

ตัวละครสำคัญ

Brent เป็นนักบินอวกาศผู้มาตามหา Taylor Nova เป็นหญิงสาวผู้ร่วมเดินทางกับ Brent Zira เป็นลิงชิมแปนซีผู้เห็นอกเห็นใจมนุษย์ Cornelius เป็นนักวิทยาศาสตร์ลิง Dr. Zaius เป็นผู้นำฝ่ายศาสนาแห่งอาณาจักรลิง Taylor เป็นอดีตนักบินอวกาศผู้ค้นพบความจริงของโลก มนุษย์กลายพันธุ์ใต้ดินเป็นผู้รอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์

สปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ

Brent เดินทางผ่านเขตต้องห้ามและค้นพบซากมหานครนิวยอร์กที่ถูกทำลาย

เขาได้พบกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน และมีพลังจิตสามารถสร้างภาพลวงตาได้

มนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้บูชาระเบิดนิวเคลียร์ขนาดมหาศาลเหมือนพระเจ้า

ในเวลาเดียวกัน กองทัพลิงเริ่มทำสงครามบุกโจมตีใต้ดิน เพราะมองว่ามนุษย์กลายพันธุ์เป็นภัยคุกคาม

Brent ได้พบ Taylor ที่ยังมีชีวิตอยู่ และทั้งคู่พยายามหยุดสงคราม

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้รุนแรงขึ้นจนมนุษย์กลายพันธุ์ถูกสังหารเกือบหมด

ท้ายที่สุด Taylor ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ขณะเดียวกันระเบิดนิวเคลียร์กำลังจะถูกจุดชนวน

ด้วยความสิ้นหวัง Taylor ตัดสินใจกดระเบิด ทำลายทั้งโลก ลิง มนุษย์ และทุกชีวิตจนพินาศทั้งหมด

หนังจบลงด้วยการบรรยายว่า โลกถูกทำลายและจักรวาลเงียบงัน เป็นตอนจบที่มืดมนที่สุดครั้งหนึ่งของหนังไซไฟยุคนั้น

ธีมและประเด็นของภาพยนตร์

หนังพูดถึงความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์และการทำลายล้างตัวเองของมนุษย์

อีกประเด็นสำคัญคือศาสนาและความคลั่งไคล้ มนุษย์กลายพันธุ์บูชาระเบิดในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Beneath the Planet of the Apes ยังสะท้อนวัฏจักรแห่งความเกลียดชัง ที่ทั้งมนุษย์และลิงต่างทำสงครามโดยเชื่อว่าตัวเองถูกต้อง

นอกจากนี้ หนังยังตั้งคำถามว่า อารยธรรมที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแต่ไร้ศีลธรรม อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของตัวเองในที่สุด

การวิเคราะห์เชิงลึก

มนุษย์กลายพันธุ์ใต้ดินเป็นภาพแทนของมนุษยชาติหลังวันสิ้นโลก พวกเขารอดชีวิตแต่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเกือบหมด

การบูชาระเบิดนิวเคลียร์สะท้อนความย้อนแย้งของมนุษย์ ที่สร้างอาวุธทำลายล้างขึ้นมาแล้วกลับให้คุณค่ากับมันเหมือนเทพเจ้า

Taylor ในตอนท้ายหมดศรัทธาต่อโลกและอารยธรรม เขาเลือกทำลายทุกอย่างแทนการปล่อยให้วัฏจักรความรุนแรงดำเนินต่อ

หนังสะท้อนความกลัวของยุคสงครามเย็น ที่โลกอาจถูกทำลายจากอาวุธนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ

ตอนจบของเรื่องกลายเป็นหนึ่งในตอนจบที่กล้าหาญและสิ้นหวังที่สุดของหนังฮอลลีวูดยุคนั้น

องค์ประกอบภาพและงานสร้าง

การออกแบบมหานครใต้ดินเต็มไปด้วยบรรยากาศหลอนและแปลกประหลาดแบบไซไฟยุค 70

ฉากมนุษย์กลายพันธุ์เปิดใบหน้าเผยสภาพร่างกายบิดเบี้ยว กลายเป็นภาพจำสุดสยองของแฟรนไชส์

ดนตรีประกอบช่วยสร้างความรู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้งบประมาณจะจำกัด แต่หนังใช้ฉากและการแต่งหน้าเพื่อสร้างโลกหลังหายนะได้อย่างน่าจดจำ

เบื้องหลังการสร้าง

Charlton Heston ยอมกลับมาแสดงภาคต่อเพียงช่วงสั้น ๆ และขอให้ตัวละคร Taylor มีบทสรุปถาวร

ทีมสร้างจึงตัดสินใจจบเรื่องด้วยการทำลายโลกทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นจุดจบที่ช็อกผู้ชมในยุคนั้น

แม้หนังจะจบแบบสิ้นหวัง แต่ความสำเร็จทางรายได้ทำให้แฟรนไชส์ยังเดินหน้าสร้างภาคต่ออีกหลายเรื่อง

ความสำเร็จของภาพยนตร์

Beneath the Planet of the Apes ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แม้เสียงวิจารณ์จะผสมกันทั้งชื่นชมและตั้งคำถามต่อความแปลกของเรื่อง

หนังได้รับการจดจำจากบรรยากาศมืดหม่นและตอนจบสุดช็อก

จนถึงปัจจุบัน Beneath the Planet of the Apes ยังคงเป็นหนึ่งในภาคที่แปลก ดาร์ก และน่าจดจำที่สุดของแฟรนไชส์ Planet of the Apes

ตัวอย่างภาพยนตร์

Author: luzyx

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *